วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

++..ร่างไร้วิญญาณบนเขาเอเวอเรสต์..++




ยอดเขาเอเวอรสต์คือที่สุดของนักปืนเขาที่ใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งต้องขึ้นไปพิชิตให้ได้ แต่พวกเขาก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ว่าอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา เพราะเส้นทางที่จะนำพวกเขาไปสู่ยอดเขาได้นั้นเต็มไปด้วยภัยอันตรายนานับประการ อันสุดจะคาดคิด

ในปัจจุบันมีการคาดการว่านักปืนเขามากกว่า 200 คน ต้องจบชีวิตลง โดยเฉาะในช่วงระดับความสูง 26000 ฟุต ซึ่งอยู่ในเขตที่ขนานนามว่า "death zone" โดยมีสาเหตุหลายประการ เช่น ขาดอาการหายใจ ความหนาวเย็น หิมะถล่ม พายุที่พัดกระหน่ำจนหล่นจากเขา เป็นต้น

การนำศพของผู้เสียชีวิตลงมาจากเขาเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 3 ล้านบาทต่อศพ จึงทำให้ศพมากกว่า 200 ร่างยังคงอยู่บนเขา โดยมีสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นเป็นสิ่งที่จะทำให้ศพอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และกลายเป็น land mark และจุดวัดระดับความสูงในเวลาต่อมา







ภาพต่อจากนี้คือศพของนักปืนเขาที่ยังคงอยู่ ณ ที่เขาเสียชีวิต






























 

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โลกตะลึง! ประธานาธิบดีรัสเซีย เตือนให้ โอบาม่า บอกโลกเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว


โลกตะลึง ประธานาธิบดีรัสเซีย (Dmitry Medvedevเตือนให้ "โอบาม่า" บอกโลกเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง ไม่เช่นนั้นเราจะบอกเอง

รัสเซียเตือนให้ โอบาม่า บอกโลกเรื่องมนุษย์ต่างดาว

กระทรวงการต่างประเทศ (MFA) รายงานว่าประธานาธิบดี Medvedev ของรัสเซีย กล่าวในวาระการประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) เมื่อช่วงปลายเดือนมกรา 2013 ที่ผ่านมา...

"รัสเซียขอเตือนประธานาธิบดีโอบามาว่า "เวลานั้นมาถึงแล้ว" สำหรับที่จะบอกให้โลกรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวและ UFOและถ้าหากประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่เข้าร่วมในการประกาศล่ะก็ เครมลินจะทำด้วยตัวเอง"

UFO

          Robert Hasting นักวิจัย UFO (Unidentified Flying Object ) เปิดเผยว่า ยานบินลึกลับได้เคยโฉบเข้าไปยังฐานทัพอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และรัสเซียมาแล้ว “เรื่องนี้เป็นประเด็นของความปลอดภัยในระดับนาๆ ชาติ และมันเป็นประเด็นที่ทุกคนจำเป็นต้องรับทราบ และมีสิทธิ์ที่จะรับรู้” Hasting กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในระหว่างบรรยายที่ National Press Club “มันถึงเวลาทีความจริงต้องเปิดเผยแล้วไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่แค่ประชาชนชาวสหรัฐฯเท่านั้นที่ต้องรับรู้ แต่ผู้คนทั่วโลกก็ควรจะตระหนักในเรื่องนี้เหมือนกัน”

          Hasting ได้ร่วมกับอดีตทหารอากาศอีกหกนายในการนำเสนอประเด็นที่เป็นที่กล่าวขวัญมา โดยตลอด โดยเรื่องราวต่างๆ ที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์นายทหารแต่ละคนมีความน่าเชื่อไม่แพ้กัน ซึ่ง UFO ที่พบเห็นจะมีการปล่อยลำแสงเป็นวงแหวน และไม่มีเสียงใดๆ ให้ได้ยิน โดยจะปรากฎตัว และหายไปอย่างรวดเร็ว พวกมันมาหยุดที่รอบๆ ฐานยิงจรวดมิไซล์ (เหมือนจะสำรวจอาวุธของมนุษย์โลก) และปิดการทำงานของระบบการยิงมิไซล์ชั่วคราว ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นกับอดีตทหารทุกนาย "พวกเขา (ufo) ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายมากมาย และไม่ใช่ความเสียหายแบบถาวร" Robert Salas อดีตนายทหารผู้ปล่อยจรวดมิไซล์เมื่อปี 1967 "หากพวกเขาต้องการทำลายจรวด พวกเขาทำได้ แต่ไม่ทำ โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าพวกเขามีเจตนาไม่ดี

          เหล่าอดีตนายทหารจากกองทัพอากาศกล่าวว่า เมื่อพวกเขาพยายามจะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ถูกทางกองทัพฯร้องขอให้ปิดเงียบไว้ 

          ในขณะเดียวกัน Hasting คิดว่า มนุษย์ต่างดาวกำลังพยายามจะสื่อสารบางอย่างให้กับชาวโลก “พวกเขา (มนุษย์ต่างดาว) กำลังส่งสัญญาณไปยังวอชิงตัน และมอสโคว่า เรากำลังเล่นกับไฟ การครอบครอง

          และใช้อาวุธนิวเคลียร์อาจเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเอกภาพของสภาพแวดล้อมของโลก” Hastings กล่าว "นี่เป็นแค่การสันนิษฐาน แต่มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้มีอยู่จริง"

ดาวอังคาร
วัตถุประหลาดที่ปรากฏในบริเวณต่างๆ บนดวงจันทร์


คลิปวิดีโอ Alien Invasion Confirmed by Russian PM




คลิปวิดีโอ Alien invasion confirmed by Russian PM




คลิปวิดีโอ Медведев выдал гостайну - инопланетяне среди нас!



ที่มา : eutimes.net

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิญญาณแม่


วิญญาณแม่

รูปภาพประกอบ : วิญญาณแม่
 
วิญญาณแม่

          "พัชรา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากวันสอบพิเศษ ดิฉันเป็นครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ นี่เองค่ะ เป็นโรงเรียนเอกชนแต่ค่าเทอมไม่แพงเลย ดังนั้น จึงมีผู้คนทุกระดับพาลูกหลานมาเรียน แม้จะมีแค่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นก็ตาม

          ผู้ปกครองล้วนวางใจในการเรียนการสอนที่นี่ ซึ่งเป็นที่เลื่องชื่อว่าวิชาแข็งและเข้มข้น เด็กที่จบ ป.6 จะเป็นเด็กเก่งพร้อมเรียนต่อระดับมัธยม ไม่ว่าจะไปสอบเข้าที่ไหนก็ไม่ผิดหวัง

          ดิฉันเป็นครูสอนวิชาภาษาไทย และทำหน้าที่ประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยค่ะ เด็กห้องดิฉันอยู่ระดับปานกลางแต่นิสัยดี ไม่เครียดและก็ไม่ดื้อ เกือบทุกคนจะเรียนพิเศษตอนเย็น ซึ่งปกติโรงเรียนจะเลิกสามโมงครึ่ง แต่พวกเรียนพิเศษจะเลิกตอนห้าโมงเย็น จะว่าไปแล้วสิ่งที่สอบก็คือการบ้านนั่นเองค่ะ

          เด็กพวกนี้จะทำการบ้านเสร็จที่โรงเรียนเรียบร้อยเลย คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยเคี่ยวเข็ญเองที่บ้าน ได้ข่าวว่าถ้าให้ไปทำการบ้านเองละก็กว่าจะได้นอนก็โน่น...ไม่สองยามก็ตีหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่จึงยินดีให้ลูกเรียนพิเศษกันทั้งนั้น

          ถึงแม้จะมีกำหนดเวลาว่า การสอนพิเศษตอนเย็นนั้นเลิกห้าโมง แต่ก็มีนักเรียนหลายคน โดยเฉพาะห้องที่เรียนอ่อน ทำการบ้านไม่เสร็จ คุณครูบางคนก็ขยันกวดขัน ทั้งเด็กทั้งครูบางห้องจึงกลับเย็นย่ำค่ำมืด อย่างห้อง ป.6 ของครูติ๊ก ห้องที่เด็กเรียนอ่อนที่สุด คะแนนต่ำและบางคนมีปัญหา

          ครูติ๊กเป็นครูที่หวังดีต่อเด็กๆ อย่างยิ่ง ดิฉันรับประกันได้ เธอสู้อุตส่าห์เสียสละเวลาอยู่สอนเด็กๆ อย่างอดทน ส่วนมากกว่าจะกลับได้ก็เกือบทุ่มแน่ะค่ะ ถ้าเป็นฤดูร้อนก็ค่อยยังชั่วเพราะฟ้าจะเริ่มมืดพอดี แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวละก็ ห้าโมงครึ่งก็มืดตึ๊ดตื๋อแล้ว

          เรื่องขนหัวลุกของเราเกิดขึ้นในตอนค่ำของเดือนธันวาคมปีกลาย! วันนั้นดิฉันมีงานเยอะ แม้เด็กนักเรียนห้องดิฉันจะกลับไปหมดแล้ว แต่ดิฉันก็นั่งตรวจงานต่อ ทั่วทั้งตึกปิดไฟหมดแล้ว แต่ดิฉันรู้ว่าห้องครูติ๊กซึ่งอยู่ชั้นบนของดิฉันยังมีนักเรียนเหลืออยู่อีก 2-3 คน ครูติ๊กบอกว่า ถ้าเสร็จแล้วจะมาตามดิฉันเองเพื่อกลับบ้านด้วยกัน บ้านเราไปทางเดียวกันค่ะ บางทีเราอาจจะแวะไปกินข้าวแถวๆ นี้ก่อนก็ได้

          หนึ่งทุ่มสิบห้านาทีครูติ๊กเดินลงมา สีหน้าท่าทางเธอเหนื่อยไม่เบาเลย ดิฉันรีบเก็บข้าวของแล้วหยิบกระเป๋าเดินออกจากห้อง โดยปิดไฟและปิดประตูเรียบร้อย จากนั้นก็ลงบันไดกันมาสองคน ลานตึกข้างล่างโล่งยาวตลอด ดูมืดสลัวเพราะเปิดไฟนีออนไว้แค่ดวงเดียว

ทันใดนั้น ดิฉันเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างท้วมๆ ผมดัดสั้นพองฟู สวมชุดทำงานแบบราชการ นั่งอยู่ที่เก้าอี้ ซึ่งเป็นที่นั่งของบรรดาผู้ปกครอง เธอนั่งเพียงลำพังในบรรยากาศเงียบเหงาวังเวง เราต้องเดินผ่านเธอในระยะใกล้ และขณะที่กำลังจะถึงตัวเธอ ครูติ๊กก็สะดุ้งโหยง ชะงักฝีเท้าอย่างตกใจ สีหน้าเหมือนถูกผีหลอก ปากสั่นระริก ดิฉันนึกว่าเธอตกใจที่จู่ๆ ก็เห็นผู้ปกครองมานั่งอยู่อย่างนั้น

          "คุณแม่ยังไม่กลับหรือคะ? ลูกอยู่ไหนล่ะคะ?" ดิฉันถามแต่ครูติ๊กกระตุกมืออย่างแรง เธอหลับตาปี๋แล้วฉุดดิฉันรีบเดินจนแทบวิ่ง มีอาการสติแตก ร้องหวีดแล้ววิ่งเตลิดไปถึงหน้าประตูแล้วล้มลงกองกับพื้นถนน...

          คุณพระช่วย! ครูติ๊กหายใจหอบและเริ่มร้องไห้ แต่ก็ยังละล่ำละลักให้ดิฉันรีบเรียกแท็กซี่ ดิฉันประคองเธอลุกขึ้น พอดีแท็กซี่แล่นมาคันหนึ่ง...ไม่ช้าเราก็นั่งรถออกจากหน้าโรงเรียน อาการครูติ๊กค่อยดีขึ้นหน่อย เธอขอให้ดิฉันตามไปส่งถึงบ้าน ดิฉันก็ไม่ขัดข้อง

          เมื่อถึงบ้านครูติ๊ก เธอกินยาลมและนั่งสงบสติอารมณ์พักใหญ่ จากนั้นก็เล่าให้ฟัง "ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คน! เขาตายแล้ว..." ครูติ๊กเสียงระโหยเต็มที่...

          เรื่องมีอยู่ เธอผู้นั้นเป็นคุณแม่ของเด็กนักเรียนชั้น ป.6 เมื่อสองปีก่อน เด็กคนนี้มีปัญหาทางบ้าน พ่อแม่แยกกัน เด็กซึมเศร้า ไม่เรียน ไม่ทำการบ้าน ครูติ๊กจึงเชิญเธอมาในเย็นวันหนึ่งเพื่อคุยกันเรื่องนี้ แต่เธอถูกรถชนตายคาที่ ครูติ๊กจึงรู้สึกผิดมาตลอด... ถ้าไม่ใช่เพราะเชิญเธอมา เธอก็คงไม่ตายสยองอย่างนี้หรอก ครูติ๊กจำได้แม่น เพราะตอนยังมีชีวิตอยู่ได้คุยกันเสมอ

          ดิฉันฟังแล้วทั้งกลัวทั้งสงสาร มันสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่เราเห็นแสดงว่าเธอยังห่วงลูกของเธออย่างมาก จิตใจเธอผูกพันกับการมาคอยรับลูกอยู่เสมอ แม้จะเหลือเพียงวิญญาณ... เธอจะรู้ไหมนะว่าลูกเธอได้เข้าโรงเรียนมัธยมแล้ว และกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2

          ดิฉันกับครูติ๊กเป็นไข้สูงกันทั้งคู่ในวันรุ่งขึ้น และจากนั้นมาเราไม่ยอมกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ อีกเลย ห้าโมงปุ๊บปิดหนังสือ บอกเด็กๆ กลับบ้านทันที และอย่างเคร่งครัดเชียวล่ะค่ะ!



ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด
คอลัมน์ ขนหัวลุก โดย ใบหนาด

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลอนสุดขีด


หลอนสุดขีด

 
เรื่องเล่าประสบการณ์ หลอนสุดขีด "ปวัตน์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากนักร้องคาเฟ่

ในยุคที่คาเฟ่กำลังฮิต ผมกับเพื่อนๆ กลายเป็นลูกค้าตัวยงไปเลยครับ เที่ยวคาเฟ่จนติดงอมแงมเหมือนโดนมนต์สะกด คืนไหนไม่ได้ไปดูนักร้องสาวสวยกระโดดโลดเต้นบนเวทีอวดขาอ่อนขาวๆ ก็หงุดหงิดจนนอนเกือบไม่หลับแน่ะ

           ว่าแต่นักร้องสาวๆ นี่มีเสน่ห์เรียกแขกตรงไหนล่ะ?

          โธ่เอ๊ย! ถึงไม่บอกก็คงรู้หรอกน่า นอกจากสวยเซ็กซี่ที่ดึงดูดใจเสี่ยหนุ่มกับป๋าแก่แล้ว ลีลาบนเวทีของคุณเธอยังมีเสน่ห์เหลือกินเหลือการละครับ

          ในที่สุดผมก็มาติดแหง็กอยู่ที่คาเฟ่ใกล้ๆ บ้านแถวสะพานควายนี่เอง!

          ที่นั่นมีวงดนตรีคึกคักกว่าคาเฟ่แห่งอื่นๆ ในย่านนั้น ซึ่งมีแต่อีเลคโทนตัวเดียว...นักร้องสาวสวยอื้อซ่าบรรยากาศดีมีระดับ ถึงราคาจะสูงกว่าที่อื่นนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะเที่ยวแล้วสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าตอนดึกๆ จะมีรายการแก้วบิน ขวดบินห้ามหัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

          สรุปว่าผมได้แฟนนักร้องชื่อแพร เช่าห้องอยู่หน้าคาเฟ่นั่นแหละ ต้องยอมรับว่าเธอมีเสน่ห์ดึงดูดใจไปสารพัด ไม่ว่าหน้าตาสะสวย เรือนร่างของสาววัย 18 อรชรอ้อนแอ้นสมส่วน โดยเฉพาะกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน ไม่ก๋ากั่นเหมือนนักร้องหลายๆคนที่ผมรู้จัก

          ผมไปหาเธอที่ห้องชั้นสองใกล้ๆ บันได หน้าต่างเปิดออกไปสู่ลานจอดรถ มีห้องน้ำเล็กๆ ผิดกว่าห้องเช่าส่วนมากในย่านนั้นที่ใช้ห้องน้ำรวม

          เท่าที่ดูจากตู้เตียง โต๊ะเก้าอี้และชั้นวางของที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสารพัดอย่าง พอจะเดาได้ว่าแพรมาเช่าห้องอยู่ที่นั่นเกือบปีมาแล้ว ผมไปมาหาสู่เธอราวสามเดือน แพรเล่าว่าเป็นสาวจากภาคอีสานตอนบน เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นนักร้องคาเฟ่ไปเยี่ยมบ้าน แล้วชวนมาเที่ยวกรุงเทพฯ และนั่นเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักร้องตั้งแต่นั้นมา

          บางคืนก็ชวนเพื่อนไปเที่ยว แต่ส่วนมากผมมักจะไปคนเดียว ติดมาลัยน้ำใจให้เธอครั้งละห้าร้อยบาท...รวมแล้วไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4-5 พันบาท

          วันไหนว่างตอนกลางวันก็แวะไปหา...เดินผ่านเคาน์เตอร์ชั้นล่าง ขึ้นบันไดไปเคาะประตูเรียกบ้าง ไขกุญแจเข้าไปเลยบ้าง...เรามีความสุขด้วยกันทุกครั้งจนกว่าจะถึงตอนค่ำที่แพรจะต้องแต่งตัวไปร้องเพลง บางคืนผมก็ตามไปเที่ยวที่นั่น แต่บางคืนก็กลับบ้านเลย

          จนกระทั่งถึงวันที่เกิดเหตุน่าขนหัวลุก!

          ผมไปถึงห้องแพรราวบ่ายสอง เคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบเลยไขกุญแจเข้าไป...เธอกำลังอาบน้ำเสียงซู่ซ่าอยู่พอดี ร้องออกมาว่า...รอเดี๋ยวนะคะ

          เอนร่างบนเตียงมองไปที่หน้าต่างที่มีม่านบางๆ ลายสวยปิดสนิท เปิดเทปฟังเพลงจนเริ่มง่วง แพรก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา มีผ้าเช็ดตัวลายดอกไม้กระโจมอกมาผืนเดียว เธอเดินไปเช็ดเนื้อตัวที่หน้ากระจกก่อนจะชายมามองยิ้มๆ แบบยั่วเย้า พอผมกางแขนแพรก็หัวเราะระริกก่อนจะโผเข้ามาหาอ้อมแขนของผมฉับพลัน...

          หลับผล็อยไปถึงเย็น แพรไม่ได้อยู่ในห้องเสียแล้ว...เธอคงจะแต่งตัวออกไปร้านทำผมแล้วเข้าคาเฟ่...ผมตัดสินใจไม่แวะไปหาเธอแต่ขับรถกลับบ้านเลย

          อีกราว 3-4 วันต่อมาผมโทร.ไปหาพนักงานบอกว่าไม่เห็นแพรมาหลายวันแล้ว! เป็นไปไม่ได้ แพรไม่เคยกลับบ้านโดยไม่บอกกล่าวนี่นา ผมเลยตัดสินใจบึ่งรถไปหาเธอที่ห้องพัก...แต่แพรไม่อยู่จริงๆ แฮะ ข้าวของต่างๆยังอยู่ครบจนน่าแปลกใจ

          ออกไปดื่มเบียร์รอจนถึงเย็นแล้วย้อนไปที่คาเฟ่ ถามพนักงานก็บอกว่าแพรไม่ได้มาที่คาเฟ่ตั้งเกือบอาทิตย์แล้ว...เอ๊ะ!ยังไง? นักร้องทยอยกันมาถึงก็ให้คำตอบตรงกัน

           ผมมึนงงจนคิดอะไรไม่ออก จะว่าแพรกลับบ้านก็ไม่ได้ลากัปตัน... เธอไปไหนแน่

          ย้อนขึ้นไปที่ห้องเธออีกครั้ง...สรรพสิ่งดูเงียบเชียบเยือกเย็นอยู่ในแสงไฟ ผมมองดูภาพถ่ายของแพรที่มองตอบมาเศร้าๆ แล้วใจหาย

          คุณพระช่วย! ช่างเหมือนกับจ้องมองนัยน์ตาของภาพถ่ายที่เจ้าตัวตายจากไปแล้ว!

          ผมเซซังออกจากที่นั่นด้วยความสับสนมึนงง บ้านเธอที่ต่างจังหวัดผมก็ไม่รู้จัก...ย้อนกลับไปที่คาเฟ่นั้นอีกครั้ง เรียกเพื่อนๆของเธอมานั่งคุยด้วย แต่ไม่มีใครได้ข่าวแพรแม้แต่คนเดียว...ยกเว้นนักร้องชื่ออ๋อยย่นคิ้วอย่างครุ่นคิด

          "เอ...อ๋อยเคยเห็นแพรยืนมองมาจากหน้าต่างเมื่อคืนนี้เอง...พอจะถามว่าไปไหนมาก็หายไปแล้ว เมื่อ 2-3 คืนก่อนก็เห็นแพรมาเดินอยู่หน้าคาเฟ่นี่เอง แต่พอเปิดประตูไปหาก็ไม่ยักเห็นแฮะ"

           แพรหายสาบสูญตั้งแต่บัดนั้นจนถึงทุกวันนี้ เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ผมนึกถึงวันสุดท้ายที่แพรออกจากห้องน้ำมาหาผมเป็นครั้งสุดท้าย ชักไม่แน่ใจว่านั่นเป็นแพรที่มีชีวิตหรือเปล่า? นึกแล้วขนหัวลุกครับ!


คอลัมน์ ขนหัวลุก โดยใบหนาด 

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตำนานผีไทย แม่นาคพระโขนง


ตำนานผีไทย แม่นาคพระโขนง

รูปภาพประกอบ : ตำนานผีไทย แม่นาคพระโขนง
 
เรื่องเล่ามีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกันที่ย่านพระโขนง สามีชื่อนายมาก ส่วนภรรยาชื่อนางนาค ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนนางนาคตั้งครรภ์อ่อน ๆ นายมากก็มีหมายเรียกให้ไปเป็นทหารประจำการที่บางกอก นางนาคจึงต้องอยู่ตามลำพัง

เวลาผ่านไป ท้องของนางนาคก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ ทว่าลูกของนางนาคไม่ยอมกลับหัว และคลอดออกมาตามธรรมชาติ ยังผลให้นางนาคเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก และในที่สุดนางนาคก็ทานความเจ็บปวดไว้ไม่ไหว สิ้นใจไปพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลม

หลังจากนั้น ศพของนางนาคได้ถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าท้ายวัดมหาบุศย์ ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการก็กลับจากบางกอกมายังพระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบความว่าเมียของตัวได้หาชีวิตไม่แล้ว นายมากกลับมาถึงในเวลาเข้าไต้เข้าไฟพอดี จึงไม่ได้พบชาวบ้านเลย เนื่องจากบริเวณบ้านของนางนาค หลังจากที่นางนาคตายไปก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลัวผีนางนาคซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยน และมีความดุร้ายเป็นยิ่งนัก

ครั้นเมื่อนายมากกลับมาอยู่ที่บ้าน นางนาคก็คอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรงว่านายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน นายมากก็เชื่อเมีย เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาพบเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายไปแล้ว จนวันหนึ่งขณะที่นางนาคตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนาคทำสากตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือนเพื่อเก็บสากที่อยู่ใต้ถุนบ้าน นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน

นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาค โดยการแอบเจาะตุ่มใส่น้ำให้รั่วแล้วเอาดินอุดไว้ ตกกลางคืนทำทีเป็นไปปลดทุกข์เบา แล้วแกะดินที่อุดตุ่มไว้ให้น้ำไหลออกเหมือนคนปลดทุกข์เบา จากนั้นจึงแอบหนีไป นางนาคเมื่อเห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าตัวเองโดนหลอก จึงตามนายมากไปทันที นายมากเมื่อเห็นผีนางนาคตามมาจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในดงหนาด นางนาคไม่สามารถทำอะไรได้เพราะผีกลัวใบหนาด นายมากหนีไปพึ่งพระที่วัด นางนาคไม่ลดละพยายาม ด้วยความที่เจ็บใจชาวบ้านที่คอยยุแยงตะแคงรั่วผัวตัวเองอีกประการหนึ่ง ทำให้นางนาคออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปทั้งบาง ซึ่งความเฮี้ยนของนางนาค ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ถูกฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่นั่นเอง ในที่สุด นางนาคก็ถูกหมอผีฝีมือดีจับใส่หม้อถ่วงน้ำ จึงสงบไปได้พักใหญ่

จนกระทั่งตายายคู่หนึ่งที่ไม่รู้เรื่องเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ เก็บหม้อที่ถ่วงนางนาคได้ขณะทอดแหจับปลา นางนาคจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สยบลงได้ กะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนาคถูกเคาะออกมาทำปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัดโบราณ) เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนาคสู่สุคติ หลังจากนั้น ปั้นเหน่งชิ้นนั้นก็ตกทอดไปยังเจ้าของอื่นๆ อีกหลายมือ ตำนานรักของนางนาค นับเป็นตำนานรักอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจผู้ฟังอย่างมิรู้คลาย กับความรักที่มั่นคงของนางนาคที่มีต่อสามี แม้แต่ความตายก็มิอาจพรากหัวใจรักของนางไปได้

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลุมพิศวง คล้ายขุมนรกติดไฟมากว่า 40 ปี


หลุมพิศวง คล้ายขุมนรกติดไฟมากว่า 40 ปี
หลุมพิศวง คล้ายขุมนรกติดไฟมากว่า 40 ปี
(27 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศเผยภาพหลุมพิศวงถูกตั้งชื่อว่า "ประตูสู่นรก" กำลังเป็นที่สนใจของชาวเน็ตเป็นอย่างยิ่ง
รายงานระบุว่า สถานที่อันน่าสะพรึงกลัวนี้อยู่ใกล้เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อ ดาร์วาส (Derweze) ของประเทศประเทศเติร์กเมนิสถาน ซึ่งค้นพบโดยบังเอิญจากการขุดแก๊สเมื่อ 40 ปีก่อน
โดยคณะนักธรณีวิืทยา ของโซเวียต ขณะทำการขุดได้ไปเจอโพรงที่เต็มไปด้วยก๊าซธรรมชาติและแท่นเจาะได้ถล่มลงไปทำ ให้เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 70 เมตร
ซึ่งทางคณะนักธรณีวิทยากลัวว่าจะมีก๊าซพิษลอยออกมาเป็นอันตรายต่อผู้คนจึงตัดสินใจที่จะเผาก๊าชธรรมชาติในหลุมนี้ให้หมดสิ้นไป


โดยคิดว่าจะใช้เวลาสี่ถึงห้าวันก็คงจะดับเรียบร้อย แต่ปรากฎว่าไฟในหลุมยังคงลุกไหม้มาจนถึงทุกวันนี้ หลุมประตูนรกนี้เป็นหลุมขนาดใหญ่ซึ่งไปด้วยแก๊สพิษมากมาย
คนท้องถิ่นจะ เรียกว่า "The Door to Hell" หรือประตูสู่นรก ประกอบไปด้วยพลังการเผาไหม้เป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานมากถึง 40 ปีโดยไม่เคยดับเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน ปี 2010 ประธานาธิปดี Gurbanguly Berdimuhamedow ของ ประเทศเติร์กเมนิสถาน ได้ไปเยือนที่ ประตูนรก แห่งนี้และได้ตัดสินใจจะทำการดับเพลิงและพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้เพื่อเป็น แหล่งก๊าซธรรมชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผีเด็กในโรงแรม



ผีเด็กในโรงแรม

รูปภาพประกอบ : ผีเด็กในโรงแรม
เรื่องนี้ผ่านมาประมาณสามปีแล้ว ตอนนั้นฉันและพี่ที่ทำงานรวมกัน 7 คน ไปทำงานที่จ.ภูเก็ต และต้องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันนอนกับพี่ผู้หญิงอีกสองคน ส่วนผู้ชายก็นอนด้วยกันสามคนที่ห้องด้านขวา หัวหน้าอยู่ห้องด้านซ้าย การทำงานผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งคืนที่หนึ่งของการพักผ่อนผ่านพ้นไป พวกเราทั้งหมดไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม แต่สีหน้าของพวกเขาดูหมองคล้ำ อ่อนเพลีย คล้ายคนอดนอน ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน

จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ "ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!" เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ

แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บนไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่างดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที

สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว

คิดแล้วปวดใจ และคุยกันว่า ถ้ามาอีกทีไปหาที่อื่นพักกันเถอะ....